ข้าวโพดหวาน (Sweet corn)
ปลูกกันมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม และทางตะวันตกของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม เพชรบุรี สมุทรสาคร อายุเก็บเกี่ยวสั้น เก็บฝักสดเมื่ออายุ 65-80 วัน (ขึ้นอยู่กับพันธุ์) ปลูกได้ดีในช่วงฤดูฝน และสามารถปลูกได้ตลอดปี ถ้ามีแหล่งน้ำ และดินอุดมสมบูรณ์ดี ข้าวโพดหวาน ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวฝักสด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นข้าวโพดหวานกระป๋อง เช่น ซุปข้าวโพด และเมล็ดข้าวโพดในน้ำเกลือ ต้นที่เหลืออยู่หลังจากเก็บเกี่ยวฝัก แล้วจะยังคงมีใบและลำต้นเป็นสีเขียวอยู่มาก ส่วนของฝักที่นำไปแปรรูปก็จะมีเศษเหลือพวกเปลือก ฝัก ไหม และซังเป็นจำนวนมาก เศษวัสดุเหลือใช้ของข้าวโพดหวานเหล่านี้ สามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้
ต้นข้าวโพดหวานมักจะมีคุณภาพด้อยกว่าต้นข้าวโพดฝักอ่อน เพราะอายุการเก็บเกี่ยวนานกว่า คุณภาพจะอยู่ในช่วงปาน กลาง-ต่ำ มีโปรตีนอยู่ในช่วง 6.5-9.1% เยื่อใยหยาบ 30.5-36% มีแร่ธาตุแคลเซี่ยม และฟอสฟอรัสอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 0.4% และ0.3% เปลือกฝักจะมีโปรตีน 6.5-7.5% ธาตุแคลเซี่ยมมีแนวโน้มค่อนข้างต่ำ คือ 0.09-0.4% อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของสัตว์ ส่วนซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากโรงงานผลิตซุปข้าวโพด ซึ่งจะมีส่วนของเมล็ดติดหลงเหลืออยู่ มีโปรตีนประมาณ 7-8% เยื่อใยหยาบ 23.5% แคลเซี่ยมต่ำ 0.04-0.11% นอกจากนี้ ยังมีเศษเหลือพวกยอด และช่อดอกตัวผู้ของข้าวโพดหวานที่ต้องตัดออกก่อนช่อดอกจะบาน หรือ7-10 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวฝัก เพื่อเร่งให้ฝักโตเร็วขึ้น และลดการแย่งอาหาร ซึ่งส่วนนี้จะมีคุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีนประมาณ 11% เยื่อใยหยาบ 21%
การนำไปใช้
ต้นข้าวโพดหวานใช้เป็นอาหารหยาบทดแทนหญ้าสดสำหรับโคเนื้อ-โคนมได้ ซังข้าวโพดหวานที่เหลือทิ้งจากการนำไปทำซุปข้าวโพดกระป๋อง ใช้เป็นอาหารหยาบสำหรับโครีดนมในช่วงฤดูแล้งได้ แต่ซังข้าวโพดเหล่านี้จะมีความชื้นสูง และเกิดเชื้อราได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ การนำไปใช้เลี้ยงสัตว์จึงควรใช้ซังข้าวโพดหวานที่สด และใหม่
ในกรณีต้องการเก็บถนอมต้นข้าวโพดหวานไว้ สำหรับใช้ในยามขาดแคลนอาหารหยาบ สามารถนำไปหมักได้เช่นเดียวกับการทำหญ้าหมัก และอาจเติมรำละเอียด หรือเมล็ดข้าวโพดบด ในปริมาณ 10% ของน้ำหนักต้นข้าวโพดสด ซึ่งจะช่วยให้ต้นข้าวโพดหมักมีคุณภาพดีขึ้น