Untitled Document
<<<<<<<<ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Thai Cattle Thai Cattle !!!!!!!!!!!

 

 

 

เทคโนโลยีการย้ายฝากเอ็มบริโอ

 

 

 
 
 

              เทคโนโลยีการย้ายฝากเอ็มบริโอ หมายถึง การประยุกต์ใช้ความรู้อย่างเป็นระบบในการปฏิบัติงานโดยใช้เทคนิคการย้ายฝากเอ็มบริโอเพื่อการผลิตพันธุ์ให้ได้จำนวนมาก

 

              เทคนิคการย้ายฝากเอ็มบริโอ คือ การนำเอาเอ็มบริโอที่ผลิตขึ้นในสัตว์ตัวหนึ่ง หรือผลิตนอกร่างกายสัตว์  ไปย้ายฝากให้สัตว์อีกตัวหนึ่งอุ้มท้องแทน และเกิดเป็นลูกสัตว์ การย้ายฝากเอ็มบริโอจึงสามารถเพิ่มอัตราการขยายพันธุ์ของโคตรรัวให้ที่มีคุณค่าได้ ช่วยลดช่วงห่างระหว่างช่วง (generation) ในระหว่างการคัดเลือกพันธุ์ ด้วยการทำให้ประชากรจากโคที่ต้องการทดสอบได้มากขึ้น

 

              งานวิจัยเกี่ยวกับการย้ายฝากเอ็มบริโอของ โครงการการใช้นิวเคลียร์เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมกิจการผสมเทียมโคและกระบือปลัก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ริเริ่มและพัฒนาโดยศาสตราจารย์มณีวรรณ กมลพัฒนะ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โดยการเริ่มเลี้ยงเอ็มบริโอหนูถีบจักร และตั้งห้องปฏิบัติการเอ็มบริโอทำการวิจัยในหนูถีบจักร ในปี พ.ศ. 2524 เริ่มงานย้ายฝากเอ็มบริโอในกระบือปลักในปี พ.ศ. 2527 เริ่มงานย้ายฝากเอ็มบริโอในนมและโคเนื้อ ในปี พ.ศ. 2528 เริ่มงานย้ายฝากเอ็มบริโอประสบความสำเร็จครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2529 ในนม โดย ด้วยความร่วมมือกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นลูกโคนม ฝาแฝดเพศเมีย ชื่อจุ๋ม และ จิ๋ม ที่เกิดจากการเอาเอ็มบริโอ 2 ใบจากตัวให้ 2 ตัว ย้ายฝากเข้าไปในตัวรับตัวเดียวกัน งานได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องในด้านเทคนิคการทำเอ็มบริโอแช่แข็ง การปฏิสนธินอกร่างกาย และการโคลนนิ่ง โดยประสบความสำเร็จในการย้ายฝากเอ็มบริโอโคที่ได้จากการโคลนนิ่งโดยการใช้เซลล์ใบหูโคเพศเมียพันธุ์แบรงกัสเป็นเซลล์ต้นแบบ ได้ลูกโคเนื้อเพศเมียพันธุ์แบรงกัส “อิง” เกิดจากโคตรวัวรับโคนมลูกผสมขาวดำ นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและ เอเชียอาคเนย์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2543

 

              ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในการย้ายฝากเอ็มบริโอมาเกือบ 20 ปี แต่ก็ยังไม่เคยใช้อย่างจริงจังในการผลิตเชิงขยายพันธุ์และเป็นเครื่องมือสำหรับการปรับปรุงพันธุ์จนกระทั่งได้เริ่มศึกษาวิจัยการใช้เทคโนโลยีการย้ายฝากเอ็มบริโอเพื่อพัฒนาการขยายปรับปรุงพันธุ์โคบราห์มันที่ เอส.เค.พัทยาแรนซ์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในปี พ.ศ. 2545 โดยใช้การย้ายฝากเอ็มบริโอในการพัฒนาสายพันธุ์โคบราห์มันด้วยการใช้น้ำเชื้อชั้นเยี่ยมทั้งจากอเมริกาและพ่อพันธุ์ของฟาร์มเอง ผสมกับแม่พันธุ์ที่พิสูจน์แล้วว่าถ่ายทอดลักษณะได้ดีเยี่ยม เคยให้ลูกที่มีลักษณะประจำพันธุ์ดี เจริญเติบโตดี และ มีฟาร์มโคบราห์มันชั้นนำในประเทศไทยอีกหลายๆ ฟาร์มที่ให้ความสนใจและเริ่มใช้การย้ายฝากเอ็มบริโอเพื่อพัฒนาโคบราห์มันของไทย จึงนับได้ว่าประเทศไทยได้เริ่มมีการใช้การย้ายฝากเอ็มบริโอเป็นเทคโนโลยีเพื่อการขยายปรับปรุงพันธุ์โคแล้ว

 

การย้ายฝากเอ็มบริโอในโค

 

 

 

แม่โคตัวให้ไข่
พ่อพันธุ์ที่ให้น้ำเชื้อ

 

 

 

 

ไข่ที่มีได้รับการปฏิสนธิ
 

 

 

 
แม่โคตัวรับ
 
 
   
 
แม่โคตัวรับพร้อมลูกที่เกิดจาก ET

 

 
   
 
 
 
ผลลัพธุ์ทางพันธุกรรมของ ET
 

              การย้ายฝากเอ็มบริโอในโคระยะเริ่มต้น

 

              มีรายงานความสำเร็จในการย้ายฝากเอ็มบริโอครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1890 โดย Walter Heape นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ทำการทดลองในกระต่าย แต่การย้ายฝากเอ็มบริในโคเริ่มต้น ในสหรัฐอเมริกา โดย Pincus และ Umbaugh ซึ่งทำงานให้กับมูลนิธิงานวิจัยประยุกต์แห้งซานอันโตนิโอ เท็กซัส (The Foundation of Applied Research of Antonio, Texas) ในปี 1949 Umbaugh รายงานว่า ได้เริ่มทำการทดลองเกี่ยวกับการย้ายฝากเอ็มบริโอมาเมื่อ 8 ปีที่แล้ว และได้ใช้แม่วัวถึง 750 ตัว ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในโคและเป็นครั้งแรกที่ได้มีการวิจัย เพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงการค้า และได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านนี้แก่กันและกันระหว่างกลุ่มนักวิจัยในซานอันโตนิโอ กับกลุ่มนักวิจัยในเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ Chang ซึ่งเคยได้รับการฝึกโดย Walter และ Hammond ที่เคมบริดจ์ ได้ทำงานชิ้นแรกเมื่อเดินทางมาถึงอเมริกา เพื่อทำงานกับ Pincus ในปี 1945 คือ การชักนำให้เกิดการตกไข่ทีละหลายๆ ใบในโคและงานต่อๆ มาของเขา ส่วนใหญ่ทำในกระต่ายเพื่อหาความรู้เบื้องต้นจากสัตว์ทดลองก่อน ได้แก่ การเก็บรักษาเอ็มบริโอเป็นเวลาหลายๆ วัน ที่ 10 องศาเซลเซียส (1947,1948) ข้อจำกัดที่ต้องการสำหรับตัวให้และตัวรับที่จะกระตุ้นการเป็นสัด (1950) การขนส่งเอ็มบริโอทางไกลครั้งแรกกับ เคมบริดจ์ร่วมกับ Marden (1952) และการมีลูกเกิดจากการปฏิสนธินอกสัตว์ครั้งแรก (1959) การย้ายฝากเอ็มบริโอสำเร็จน้อยมากที่ ซานอันอันโตนิโอ แต่อย่างไรก็ตามมูลนิธิแห่งนี้ได้ให้ทุนสนับสนุนการจัดการประชุมสำหรับการย้ายฝากเอ็มบริโอและการประยุกต์ใช้ ซึ่งจัดในเดือนเมษายน 1949 Umbaugh ได้รายงานถึงความสำเร็จในการย้ายฝากเอ็มบริโอจากโคที่ถูกฆ่ามายังโคตัวรับ ประสบความสำเร็จในการย้ายฝากเอ็มบริโอโดยทำให้ตัวรับตั้งท้อง 3 ตัว แต่อุ้มท้องได้ไม่ครบกำหนดเกิดการแท้งในวันที่ 65, 104 และ 112 ของการตั้งท้อง การย้ายฝากเอ็มบริโอในโคประสบความสำเร็จครั้งแรก ในปี 1951 โดย Willett และคณะ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยคอนซิน และกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา โดยเอ็มบริโออายุ 5 วัน ซึ่งเก็บจากตัวให้โดยการฆ่าและย้ายฝากเอ็มบริโอให้ตัวรับโดยการผ่าตัดหน้าท้อง ฝากเข้าปีกมดลูกข้างเดียวกับรังไข่ที่มีคอร์ปัสลูเทียม สีของลูกที่เกิดมาเหมือนกับพ่อแม่ที่ให้กำเนิดจริงๆ (หนึ่งในสามตัวแรกของลูกที่เกิดที่วิสคอนซิน เอ็มบริโอเก็บไว้ในมีเดียช่วงเวลาหนึ่งก่อนการย้ายฝาก เนื่องจากพบว่าเอ็มบริโอระยะ 4เซลล์) ในระยะนี้การย้ายฝากเอ็มบริโอเป็นเพียงงานที่ใช้สำหรับเป็นเครื่องมือในการวิจัยและเชื่อว่าเทคนิคนี้เมื่อได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้ว อาจมีคุณค่าสำหรับการศึกษา ถึงปัญหาความสมบรูณ์พันธุ์ในโคซึ่งมีปัญหาผลิตปกติของรังไข่กับท่อทางเดินรังไข่เกี่ยวข้องอยู่

 

              การจัดตั้ง Unit Animal Reproduction ที่เคมบริดจ์ ในปี 1949 โดย Agricultural Research council ของชาวอังกฤษ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งหน่วยงานนี้เพื่อทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้ ในการย้ายไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วแม่โคตัวหนึ่งไปฝากไว้ที่แม่โคอีกตัวหนึ่งให้อุ้มท้องแทน ซึ่งทำให้เป็นการกระตุ้นและมีอิทธิพลต่ออนาคตของการพัฒนาการย้ายฝากเอ็มบริโอให้สำเร็จ Unit of Animal Reproduction ได้ล้มเลิกไปในปี 1954 เมื่อ Hammond เกษียณอายุได้ 65 ปีและได้จัดตั้ง Unit of Reproductive Physiology and Biochemistry ขึ้นมาแทน โดยมี Dr. L.E.A. Rawson ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1972 ทางหน่วยได้จัดหลักสูตรอบนมระยะสั้นเกี่ยวกับการย้ายฝากเอ็มบริโอในสัตว์กีบ ณ. มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอบรม 13 คน จาก สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และนิวซีแลนด์ ซึ่งภายหลังการเสร็จสิ้นอบรมนี้แล้ว ได้มีการหารือกันเพื่อจัดตั้งกลุ่มระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์และกาค้นความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการย้ายฝากเอ็มบริโอ ซึ่งผู้เข้าร่วมมีทั้งผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจและวงการศึกษา และต่อมาได้มีการจัดตั้ง International Embryo Transfer Society ขึ้นในอเมริกา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาความรู้ทางการย้ายฝากเอ็มบริโอ เพื่อความก้าวหน้าในการค้าปศุสัตว์ โดยจัดให้มีการประชุมทางวิชาการขึ้นทุกปี ครั้งแรกจัดระหว่างวันที่ 10-11 มกราคม ค.ศ. 1975 ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา การให้วามสนใจในการฝากย้ายเอ็มบริโอได้แพร่ขยายมากขึ้น รวมทั้งการศึกษาเกี่ยวกับรังไข่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งจำนวนผู้ศึกษาในสาขาวิชานี้ได้เพิ่มขึ้นมามากขึ้นตั้งแต่ปี 1950 จากากรเริ่มต้นงานจาก 2-3 ห้องปฏิบัติการ และเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในปี 1977 มีบทความมากกว่า 1000 บทความ เกี่ยวกับการย้ายฝากเอ็มบริโอได้รับการตีพิมพ์ ซึ่งปริมาณงานเกี่ยวกับโคได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น

 
การย้ายฝากเอ็มบริโอในโคยุคปัจจุบัน (เพื่อการค้า)
 
      

              นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 เทคนิคการย้ายฝากเอ็มบริโอได้รับความสนใจจากผู้ผลิตปศุสัตว์ในอเมริกาเหนือและยุโรปมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการพัฒนาเทคนิคให้ได้รับผลสำเร็จในการฝากย้ายเอ็มบริโอสูงขึ้น ประกอบทั้งในอเมริกาเหนือมีความต้องการที่จะส่งเข้าพันธุ์สัตว์จากประเทศในยุโรป แต่เนื่องจากมีข้อกำหนดที่เข้มงวดต่อการควบคุมสุขภาพของสัตว์ที่นำเข้า ทำให้ไม่สามารถนำสัตว์พันธุ์ดีเข้ามาให้ได้เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นจึงเป็นการกระตุ้นให้มีวามพยายามที่จะขยายพันธุ์สัตว์เหล่านี้ให้เพิ่มจำนวนได้มากที่สุดในเวลาสั้นๆ ทำให้เกิดการเพิ่มบุคลากรที่มีคุณภาพและสามารถทำงานย้ายฝากเอ็มบริโออย่างเป็นการค้ามากขึ้น นับตั้งแต่ปี 1972 ซึ่งในขณะนั้นการย้ายฝากเอ็มบริโอยังไม่มีบทบาทในอุตสาหกรรมปศุสัตว์มากนักจนมาถึงปี 1983 มีการทำการย้ายฝากเอ็มบริโอในโคมากกว่า 143000 ครั้ง ในอเมริกาเหนือ ซึ่งประมาณ 20% เป็นเอ็มบริโอที่ผ่านการแช่แข็งมาแล้ว และมีลูกโคเกิดมาประมาณ 85000 ตัว เอเชียก็ได้มีการใช้งานมากขึ้น

 

 

ที่มา : สรรเพชญ โสภณ. 2530. การย้ายฝากตัวอ่อนในปศุสัตว์ อดีต ปัจจุบันและอนาคต. มณีวรรณ  กมลพัฒนะ (บรรณาธิการ) การปฏิสนธิในหลอดแก้วและการย้ายฝากตัวอ่อน. โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ หน้า 21-40. มงคล  เตชะกำพุ 2543 เทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อนเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ในปศุสัตว์. บริษัท ด่านสุทธาการ จำกัด. 681 หน้า . วรรณวิภา  สุทธิไกร ปรีชา อินนุรักษ์ สรรเพชญ โสภณ ราตรี จินตนา ริเชษฐ์ พึ่งชัย มนัส เรียบ และมณีวรรณ กมลพัฒนะ(2548b) ผลของผักหนาม (Lasia spinosa Thw.) ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน testosterone ในพลาสมาของพ่อพันธุ์โคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ในการประชุมวิชาการเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทางการขยายปรับปรุงพันธุ์ อณูพันธุศาสตร์ และภาชนศาสตร์ เพื่อเพิ่มผลผลิตของโคและกระบือปลัก ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม -1 กันยายน 2548 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกาณ์มหาวิทยาลัยหน้า 40-55. วิชัย บุณแสง และคณะ. 2541. ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ: จากสารพันธุกรรมสู่เทคโนโลยีพิสูจน์บุคคล. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, กรุงเทพฯ

 

 
 
Untitled Document
 
Copyright 2006, NU Com-science 4. All rights reserved  
  Tel : (086) 7312077, (086) 1158880 ,   (081) 0292108