Untitled Document
<<<<<<<<ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Thai Cattle Thai Cattle !!!!!!!!!!!

 

 

 

วงรอบการเป็นสัด การกระตุ้น
การเป็นสัดในโคและการเตรียมตัวรับ

 

 

 
 
 

 

 

              การเป็นสัด(Oestrus) คือการเป็นสัตว์คือช่วงเวลาที่สัตว์เพศเมียยอมรับการผสมพันธุ์จากตัวผู้แล้วมีการตกไข่ โดยพฤติกรรมการเป็นสัดอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมน ชนิดต่างหลายอย่างนอกจากอาการยอมรับการผสมพันธุ์จากเพศผู้แล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาอื่นๆ เช่นอวัยวะเพศบวมแดง มีเมือกไหล ร้องเสียงดัง กระวนกระวาย  

            

              การเป็นสัดโคเพศเมีย จะเริ่มเป็นสัดเมื่อถึงวัยสาวหรือวัยเจริญพันธุ์(Puberty) ในโคอายุที่ถึงวัยเจริญพันธุ์ประมาณ 7-18 เดือน (โดยเฉลี่ยประมาณ 10 เดือน) ขึ้นกับการเลี้ยงดู ความสมบูรณ์ของอาหาร การได้รับอาหารไม่เพียงพอ จะทำให้โคเจริญพันธุ์ช้า (delay puberty) ปัจจัยที่มีผลมากต่อวัยเจริญพันธุ์คือน้ำหนักตัว เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวที่โตเต็มที่ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับ ชนิดของโคแต่ละสายพันธุ์ด้วย


              โดยปกติโคจะมีวงรอบการเป็นสัดเฉลี่ย 20-21 วัน (18-24 วัน) โคพันธุ์เมืองร้อน (Bos indicus) แสดงการเป็นสัดสั้นโดยเฉลี่ยแสดงอาการเป็นสัด ประมาณ 11 ชั่วโมง และสัดเริ่มแสดงอาการในช่วงเย็นของวัน หลักจากแสดงอาการเป็นสัดแล้วจะเกิดการตกไข่ (Ovulation) โดยประมาณ 25-26 ชั่วโมง ส่วนโคพันธุ์เมืองหนาว (Bos taurus) จะแสดงอาการเป็นสัดที่นานกว่าประมาณ 18 ชั่วโมง และเกิดการตกไข่ประมาณ 28-31 ชั่วโมงหลังการเป็นสัด

              วงรอบการเป็นสัดแบ่งเป็น 4 ระยะ ตามลักษณะพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงอวัยวะสืบพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ที่มีความสอดคล้องกัน ซึ่งระยะทั้ง 4 คือ

 

              1. ระยะก่อนการเป็นสัด (Pro-oesturs)

              2. ระยะเป็นสัด (Oesturs)

              3. ระยะหลังการเป็นสัด (Metoesturs)

              4. ระยะไม่เป็นสัดในวงรอบ (Dioesturs)

 

              วงรอบการเป็นสัดสามารถแบ่งเป็น 2 ระยะตามการพบฟอลลิเคิล และคอร์ปัสลูเทียม คือระยะที่ฟอลลิเคิลเจริญทำงานมากเรียกว่า ระยะฟอลลิคิวลาเฟส (Follicular phase) เป็นช่วงที่รวมระยะก่อนเป็นสัดและระยะเป็นสัด ส่วนระยะที่มีคอร์ปัสลูเทียมทำงานเรียกว่า ระยะลุเทียลเฟส (luteal phase) โดยรวมระยะหลังการเป็นสัดและระยะไม่เป็นสัดในวงรอบ


วงรอบการเป็นสัด


ี้               1. ระยะก่อนการเป็นสัด (Pro-oesturs)

 

              คือวันที่ 17-20 หลังการเป็นสัด เป็นระยะที่โคเข้าสู่การเป็นสัดรอบใหม่ ระบบสืบพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลง ฟอลลิเคิล (follicle) เจริญอย่างรวดเร็ว คอร์ปัสลูเทียม (corpus luteum) จากการเป็นสัดในรอบที่แล้ว ฝ่ออย่างรวดเร็ว มดลูกมีการเปลี่ยนแปลง มีเลือดเลี้ยงมาก ต่อมสร้างสารคัดหลั่งเจริญขยายตัวในส่วนคอมดลูก (cervix) และช่องคลอด (vagina) โดยช่องคลอดจะบวมแดงมีเมือกใสเหนียวไหลจากช่องคลอดจากอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจน

 

ี้               2. ระยะเป็นสัด (Oesturs)

 

              คือ สันที่ 0 ของการเป็นสัด เป็นระยะที่ ฟอลลิเคิลขนาดใหญ่ (dominant follicle) มีการเจริญเติบโตเต็มที่ และเกิดการตกไข่ตามมา (ovulation) โคจะแสดงการเป็นสัดโดยเฉลี่ยประมาณ 4-24 ชั่วโมง และ โคจะแสดงการยอมรับการผสม และยืนนิ่งเมื่อมีตัวอื่นปีน (standing heat)

              ระยะการเป็นสัด โคจะแสดงอาการต่าง ๆ เช่น กระวนกระวาย ถ้าเป็นวัวระยะให้นมจะมีการสร้างน้ำนมลดลง การยืนนิ่งยอมเป็นปีนของตัวอื่น พบเมือกหรือสารคัดหลั่งจากมดลูก คอมดลูก และช่องคลอดมีมากที่สุด เยื่อเมือกของปากช่องคลอดจะแดงมีเลือดคลั่ง

              ในระยะนี้ ระดับฮอร์โมน แอลเอช LH (Luteinzing Hormone) จะเพิ่มขึ้นสูงมากก่อนที่จะตกไข่ ตามมาหลังจากที่แสดงอาการเป็นสัด ประมาณ 30 ชั่วโมง

              การผสมเทียม (AI) ระยะที่เหมาะสมคือ 12-18 ชั่วโมง หลักการยืนนั่ง (standing heat)

 

              3. ระยะหลังการเป็นสัด (Metoesturs)

 

              คือวันที่ 2-4 ของการเป็นสัด ในระยะนี้โคจะหยุดแสดงอาการเป็นสัด และรังไข่มีการสร้าง คอร์ปัสลูเตียม (Corpus luteum) และเริ่มมีการแสดงฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน
              ในบางครั้งอาจจะพบว่าเลือดออกมาจากช่องคลอด (Metoestrus bleeding) ได้ในระยะนี้ ปกติพบประมาณ 90% และไม่เกิน 45% ในแม่วัว ซึ่งเป็นลักษณะเมือกปนเลือดพบติดตามหลังหรือบริเวณช่องคลอดด้านนอก
              การพบเลือดจากช่องคลอด ไม่ได้บ่งบอกว่าการผสมพันธุ์ ที่เกิดขึ้นนั้ จะทำให้ผสมติดหรือผสมไม่ติด

 

              4. ระยะไม่เป็นสัดในวงรอบ (Dioesturs)

 

              คือ วันที่ 5-17 หลังจกาการเป็นสัด เป็นระยะที่ ระยะที่มีคอร์ปัสลูเทียม (CL) เจริญเติบโตเต็มที่มดลูกพร้อมรับการตั้งท้อง มีระดับโปรเจสเตอโรน (progesterone) สูง คอมดลูกปิดมีเมือกเหนียวปิดอยู่ เยื่อเมือกช่องคลอดค่อนข้างซีด

              ในช่วงท้ายของระยะนี้ถ้าโคไม่มีการตั้งท้อง ก็จะมีการสร้างฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) จากมดลูก (Uterus) มาสลายคอร์ปัสลูเทียม (CL) หลังจากนั้นก็จะมีการเริ่มขบวนการเป็นสัด (Estrous cycle) ในรอบใหม่

 

ต่อมไร้ท่อและอวัยวะที่สำคัญในการสร้างฮอร์โมนระบบสืบพันธุ์

 

              1. ไฮโปธาลามัส (Hypothalamus)

              2.ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior Pituitary gland)

              3. รังไข่ (Ovary)

              4. มดลูก (Uterus)

 

ความสัมพันธุ์ของส่วนต่าง ๆ ในการควบคุมการทำงานของระบบสืบพันธุ์ในสัตว์เพศเมีย

 

ต่อมไร้ท่อและอวัยวะ

ฮอร์โมน

หน้าที่หลักของฮอร์โทน

ไฮโปธาลามัส (Hypothalamus)

GnRH

กระตุ่นการหลั่ง FSH และLH จาก Pituitary

 

ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior Pituitary gland)

FSH

กระตุ้นการเจริญของกระเปาะไข่และไข่สุก

LH

กระตุ้นกระเปาะไข่สุก ทำให้เกิดการตกไข่สร้างและรักษาสภาพ corpus Iuteum

รังไข่(Ovary)

Oestrogens

กระตุ้นอาการเป็นสัดกระตุ้นการหลั่งGnRH ก่อนการตกไข่

Progesterone

เตรียมเยื่อบุมดลูกเพื่อการฝังตัวของตัวอ่อน รักษาสภาพการตั้งทอง ลดการหลั่ง GnRH จึงเป็นการยับยั้งการตกไข่

มดลูก(Uterus)

Prostaglandin

 การสลาย corpus luteum

 

              การกระตุ้นการเป็นสัดในโค (Oestrus synchronization) คือการควบคุมวงรอบการเป็นสัด หรือการควบคุมการตกไข่ หรือการเหนี่ยวนำการเป็นสัด เพื่อทำให้โคหนึ่งตัวหรือหลาย ๆ ตัวแสดงอาการเป็นสัดในเวลาที่กำหนดในเวลาที่ต้องการ เพื่อให้สะดวกในการจัดการการผสมพันธุ์

              จากความเข้าใจเรื่องระบบฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกัยการเป็นสัด ทำให้มีการสังเคราะห์หรือการผลิตฮอร์โมนเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนปกติ เพื่อใช้สำหรับการแก้ปัญหาระบบสืบพันธุ์ หรือเพื่อเหนี่ยวนำให้เป็นสัด (Oestrous induction) โดยการแบ่งชนิดตามอวัยวะเป้าหมาย หรือตามลำดับขั้นของการสร้างฮอร์โมน

 

              1. ฮอร์โมนระหว่างไฮโปธาลามัส – ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Hypothalamus – Anterior Pituitary) คือ GnRH (Gonadotrophin Releasing Hormone) เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เริ่มต้นกระบวนการเป็นสัดตัวอย่างของฮอร์โมน GnRH คือ เฟอร์ทากิล (Fertagyl ?) ซึ่งเป็นฮอร์โมนธรรมชาติ หรือ รีเซพทอล (Recrptal ?) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์

              2. ฮอร์โมนระหว่าง ต่อมใต้สมองส่วนหน้า- รังไข่ (Anterior Pituitary - Ovary) คือ ฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของกระเปาะไข่ เช่น FSH (Follicle Stimulating Hormone) FSH ฮอร์โมนที่ผลิตมาใช้ประโยชน์เหนี่ยวนำให้เกิดการตกไข่จำนวนมาก (Super Ovulation) เพื่อใช้ในการย้ายฝากตัวอ่อนคือ Foltopin-V ? ส่วนฮอร์โมน Folligon ? (PMSG) เป็นฮอร์โมนที่นำมาใช้โปรแกรมการเหนี่ยวนำให้เกิดการเป็นสัดปกติ ฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งคือ LH (Luteinizing Hormone) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจาก ต่อมใต้สมองส่วนหน้า กระตุ้นให้รังไข่ที่เจริญเต็มที่แล้วเกิดการตกไข่ ได้แก่ Chorulon  ? (hCG)

              3. ฮอร์โมนระหว่าง รังไข่ – ไฮโปธาลามัส(Ovary - Hypothalamus) คือ โปรเจสเตอโรน (Progesterone) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากรังไข่ ส่วนของคอร์ปัสลูเตียม (CL) เพื่อช่วยในการตั้งท้องนอกจากนี้ โปรเจสเตอโรน ยังทำงานโดยการกดการทำงานของ ไฮโปธาลามัส เพื่อลดการสร้าง GnRH ทำให้เกิดการเป็นสัดไว้ ตัวอย่างฮอร์โมนนี้ได้แก่ เครสตาร์ (Crestar ?)

CIDR ? หรือ PRID ?

              4. ฮอร์โมนระหว่างมดลูก – รังไข่ (Uterus - Ovary) คือฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากมดลูกเพื่อให้เกิดการเสื่อมสลายของ คอร์ปัสลูเตียม (CL) ทำให้เกิดการเป็นสัดตามมา ตัวอย่างฮอร์โมนได้แก่ ลูทาไลส์ (Lutalyse ?) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแบบธรรมชาติ มักจะมีอาการข้างเคียง เช่นการหอบ กระวนกระวาย มากกว่า ฮอร์โมนจากการสังเคราะห์ เช่น เอสตรูเมท (Estrumate ?), อิริเร็น (Iliren ?), พรีโลบาน (Preloban ?),ไซคลิก (Cylix ?) ฮอร์โมนประเภทสังเคราะห์จะให้ผลที่ดีกว่า และปลอดภัยต่อตัวสัตว์มากกว่า

              

              การกระตุ้นการเป็นสัดในโค (Oestrus synchronization) มีปะโยชน์ และมีการนำมาใช้ในการจัดการ การเลี้ยงโค ทั้งโคเนื้อและโคนม คือ

              1. จักกลุ่มแม่โคที่จะเป็นสัดได้ในวันเวลาเดียวกัน เพื่อทำให้สะดวกต่อการผสมเทียม เพื่อการถ่ายฝากตัวอ่อน (embryo transfer) หรือใช้ในงานวิจัยต่าง ๆ

              2. ประหยัดแรงงานและเวลาใน การตรวจการเป็นสัดตลอดเวลาในทุกวัน ทำหเอาใจใส่ต่อการตรวจการเป็นสัดและทำการผสมเทียมในฝูงโคที่เหนี่ยวนำ

              3. จัดรอบการเป็นสัดเพื่อให้โคผสมติดได้เร็วขึ้น ในช่วงฤดูผสม หรือ เหนี่ยวนำให้โคสาวเป็นสัดพร้อม ๆ กัน ผสมเทียมพร้อม ๆ กัน เพื่อผลิตลูกโคจำนวนมาก ๆ

              4. ทำให้การผสมเทียมทำได้สะดวกมากขึ้น และสามารถผสมได้ครั้งละหลาย ๆ ตัว

              5. ลดความผิดพลาดในการตรวจสัด โดยการใช้คนเลี้ยง

              6. เป็นเครื่องมือในด้านการจัดการ ฟาร์มที่มีประสิทธิภาพทั้งโคเนื้อและโคนม

 

              การเหนี่ยวนำให้โคแสดงการเป็นสัดต้องทำในโคที่มีสุขภาพดี ไม่เป็นภาวะมดลูกอักเสบ ถ้าเป็นไปได้ก่อน ที่จะมีการใช้ฮอร์โมนชนิดต่างๆ ต้องมีการล้วงตรวจผ่านทวารหนัก เพื่อดูลักษณะของมดลูก และรังไข่ว่ามีความปกติ หรือ ผิดปกติในส่วนใดบ้าง พร้อมทั้งมีการจดบันทึกการใช้ฮอร์โมนชนิดใด ขนาดเท่าไหร่

                               

              การเหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบพร้อมๆ กัน (Oestrus synchronization) มีหลายวิธี แต่ละวิธีหรือชนิดของฮอร์โมนจะมีข้อจำกัด ที่แตกต่างกัน ต้องมีการศึกษาให้เข้าใจก่อนนำมาใช้ ในปัจจุบันมีการใช้ฮอร์โมนหรือโปรแกรมหลักๆ คือ

 

              1. การใช้ฮอร์โมน พรอสตาแกลนดิน

 

              มีทั้งแบบการฉีดครั้งเดียว (1 shot) และการฉีดแบบสิงครั้ง (2 Shot) ห่างกันระหว่าง 11-14 วัน วิธีการใช้พรอสตาแกลนดิน นี้จะได้ผลดีมาก ถ้าใช้ร่วมกับการล้วงตรวจ เพื่อหา คอร์ปัสลูเตียม (CL) ก่อนการฉีดฮอร์โมน หลังจากการฉีดฮอร์โมนแล้ว โคจะแสดงการเป็นสัดได้ตั้งแต่ วันที่ 3-5 วัน การใช้วิธีนี้ต้องมีการตรวจสัดที่ดีร่วมด้วย เพราะถ้าล้วงตรวจแล้วไม่พบ คอร์ปัสลูเตียม (CL) โคก็จะไม่ตอบสนองต่อการเหนี่ยวนำด้วย ฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน การใช้ ฮอร์โมนพรอสตาแกรนดิน หลังจากแสดงอาการเป็นสัดในช่วง 5 วันแรก พบว่า คอร์ปัสลูเตียม (CL) จะตอบสนองต่อฮอร์โมน พรอสตาแกรนดิน และแสดงอาการเป็นสัดหลังจากฉีดในระดับที่สูง

 

              2. การใช้ฮอร์โมน พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ร่วมกับ GnRH

 

              โปรแกรมการเหนี่ยวนำเรียกว่า Ovsynch เป็นการใช้ ฮอร์โมน GnRH ฉีด 2 ครั้ง และมีการฉีดฮอร์โมน พรอสตาแกลนดิน คั่นกลาง 1 ครั้ง

              เหตุผลในการเหนี่ยวนำการเป็นสัดโดยการใช้โปรแกรม Ovsynch โดยการใช้ฮอร์โมน GnRH ก่อนเพราะปกติ จะไม่ทราบว่าโคอยู่ในระยะใดของการเป็นสัด การฉีด GnRH จะทำให้มั่นใจได้ว่ามี คอร์ปัสลูเตียม (CL) มีการตอบสนองต่อการฉีด พรอสตาแกลนดิน ในอีก 7 วันต่อมา การฉีด GnRH ครั้งที่ 2 หลังจากการให้พรอสตาแกลนดิน ในระยะ 50-60 ชั่วโมง จะทำให้มีการพัฒนาของกระเปาะไข่ต่อมาและสามารถผสมเทียมได้โดยไม่ต้องแสดงการเป็นสัด

 

              ข้อดีของการใช้โปรแกรม Ovsynch

 

              1. เหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบเป็นฝูงได้ และสามารถเพิ่มอัตราการผสมได้สูง (Increase Submissionrate) ในเวลาที่ต้องการได

้              2. การเหนี่ยวนำการเป็นสัดและผสมเทียมได้ โดยกำหนดเวลาที่แน่นอน (Fixed time AI) โดยไม่ต้องมีการตรวจสัด สามารถความผิดพลาดหรือ ความคลาดเคลื่อนของการตรวจสัดได้

              3. สามารถลด โอกาสที่จะเกิดการตกไข่ช้า (Delay ovulation) เนื่องการฉีด GnRH ในครั้งที่ 2 จะกระตุ้นให้มีการพัฒนาของกระเปาะไข่ และทำให้เกิดการตกไข่ในเวลาต่อมา การใช้โปรแกรม Ovsynch สามารถนำมาใช้เพื่อการจัดการการผสมในฤดูร้อน ที่มีความเครียด จกาความร้อน (Heat stress) ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการตกไข่ช้าได้

              จากการศึกษาวิจัยพบว่าการเหนี่ยวนำโดยโปรแกรม Ovsynch ให้ผลที่ดีและมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพระบบสืบพันธุ์ แต่การใช้โปรแกรม Ovsynch มีข้อควรระวังเช่น โคในฝูงต้องมีประวัติการเป็นสัดที่ปกติ (Cycling) ในระดับที่สูง

 

การเหนี่ยวนำการเป็นสัดโดยการใช้โปรเจสเตอโรน (Progesterone)

 

              โดยการจำลองภาวะที่เหมือนกันการที่โคมีคอร์ปัสลูเตียมปกติโดยโปรเจสเตอโรนจะกดการทำงานของ     สมองส่วน ไฮโปธาลามัส ไว้ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นเมื่อมีการนำฮอร์โมน โปรเจสเตอโรน      ออกไปสมองก็จะไม่ถูกกด และโคจะเริ่มมีการพัฒนาวงรอบของการเป็นสัดตามมา

              การใช้โปรเจสเตอโรน จะสามารถใช้ได้ทั้งในกรณีที่โค มีการเป็นสัดที่ปกติ (Cycling) หรือ ในภาวะที่โคไม่มีการพัฒนาของรังไข่ (Non - Cycling) หรือภาวะที่รังไข่ไม่ทำงาน ตัวอย่างฮอร์โมนนี้ได้แก่ เครสตาร์ (Crestar ?) CIDR ? หรือ PRID ?

              การเหนี่ยวนำการเป็นสัดโดยการใช้โปรเจสเตอโรน (Progesterone) แบบอื่น เช่น CIDR ? ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเป็น 2 ชนิด คือ CIDR ? และ CIDR-B ? (B=Estradiol Benzoate) โดยฉีดฮอร์โมน Estradiol Benzoate ในวันแรก เพื่อจัดรอบการเป็นสัดให้ได้ดีมากขึ้น หรือก่อนที่จะมีการนำ CIDR ออกจากช่องคลอด อาจจะต้องใช้ฮอร์โมน พรอสตาแกลนดินฉีดก่อนที่จะถอดฮอร์โมนออกเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มี คอร์ปัสลูเตียม (CL) ค้างอยู่ และสามารถเหนี่ยวนำการเป็นสัดได้ตามกำหนดที่ต้องการ

              โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ชนิดสอดเข้าช่อง CIDR และ PRID เป็นฮอร์โมนที่ต้องใช้โดยคำนึงถึงความสะอาด เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อในบริเวณช่องคลอดได้ (Vaginitis) หรือสำหรับโคบางตัวที่มีขนาดเล็กอาจจะทำให้แท่งฮอร์โมนโผล่ออกมาในลักษณะที่โคนอนเป็นสาเหตุโน้มนำให้เกิดการติดเชื้อตามมาด้วยเช่นกัน

              กานเหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบพร้อมๆ กัน (Oestrus synchronization) ในปัจจุบันอาจจะมีอีกหลากหลายวิธี แต่หลักๆ คือ การใช้ฮอร์โมน พรอสตาแกลนดิน ฮอร์โมน จีเอ็นอาร์เอช (GnRH) และโปรเจสเตอโรนซึ่งก่อนที่ฟาร์มจะนำไปใช้ต้องศึกษาให้เข้าใจก่อน หรือ ต้องคำนึงถึงการจัดการในแต่ละฟาร์มเป็นหลัก และมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงอย่างมากก่อนการใช้ฮอร์โมน คือ โคต้องมีสุขภาพที่ดี ไม่มีปัญหาระบบสืบพันธุ์ อื่นๆ เช่น ไม่เป็นมดลูกอักเสบ (Metritis) ซึ่งต้องทำการตรวขวินิจฉัยก่อนการใช้ฮอร์โมนทุกครั้ง

 

 

ที่มา : สรรเพชญ โสภณ. 2530. การย้ายฝากตัวอ่อนในปศุสัตว์ อดีต ปัจจุบันและอนาคต. มณีวรรณ  กมลพัฒนะ (บรรณาธิการ) การปฏิสนธิในหลอดแก้วและการย้ายฝากตัวอ่อน. โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ หน้า 21-40. มงคล  เตชะกำพุ 2543 เทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อนเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ในปศุสัตว์. บริษัท ด่านสุทธาการ จำกัด. 681 หน้า . วรรณวิภา  สุทธิไกร ปรีชา อินนุรักษ์ สรรเพชญ โสภณ ราตรี จินตนา ริเชษฐ์ พึ่งชัย มนัส เรียบ และมณีวรรณ กมลพัฒนะ(2548b) ผลของผักหนาม (Lasia spinosa Thw.) ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน testosterone ในพลาสมาของพ่อพันธุ์โคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ในการประชุมวิชาการเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทางการขยายปรับปรุงพันธุ์ อณูพันธุศาสตร์ และภาชนศาสตร์ เพื่อเพิ่มผลผลิตของโคและกระบือปลัก ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม -1 กันยายน 2548 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกาณ์มหาวิทยาลัยหน้า 40-55. วิชัย บุณแสง และคณะ. 2541. ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ: จากสารพันธุกรรมสู่เทคโนโลยีพิสูจน์บุคคล. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, กรุงเทพฯ

 

 

 
 
Untitled Document
 
Copyright 2006, NU Com-science 4. All rights reserved  
  Tel : (086) 7312077, (086) 1158880 ,   (081) 0292108